กระดูก (Bones) เป็นอวัยวะที่ประกอบขึ้นเป็นโครงร่างแข็งภายใน (endoskeleton) ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง หน้าที่หลักของกระดูกคือ การค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย การเคลื่อนไหว การสะสมแร่ธาตุ และการสร้างเซลล์เม็ดเลือด กระดูกมีทั้งหมด 206 ชิ้น
ระยะวัยรุ่นหรือวัยเจริญพันธุ์ ร่างกายจะเจริญเติบโตเร็วมาก เด็กหญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยนี้เมื่ออายุ 12-13 ปี ส่วนเด็กชายเริ่มเมื่อายุ 14-15 ปี เด็กชายจะสูงเร็วกว่าเด็กหญิง แขนขาของเด็กหญิงจะหยุดเจริญเติบโตเมื่ออายุ 15-16 ปี แต่เด็กชายจะหยุดเมื่อายุ 17-18 ปี หลังจากนั้นกระดูกสันหลังจะเจริญเติบโตต่อไปได้อีก โดยเด็กหญิงถึงอายุ 19-20 ปี เด็กชายถึงอายุ 21-22 ปี
กระดูกงอก เกิดจาก ความพยายามตามธรรมชาติของร่างกาย ที่จะซ่อมแซมรักษาส่วนที่บาดเจ็บ ฉีกขาด มีการอักเสบ หรือมีการเสื่อมสภาพ โดยมีแคลเซี่ยมมาเกาะในบริเวณนั้น ถ้าแคลเซี่ยมเกาะกันมากเข้าก็จะกลายเป็น กระดูกงอกขึ้นมา
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นสิ่งแปลก หรือเป็นสิ่งเลวร้ายอะไร ที่เอกซเรย์แล้วเห็นว่ามีกระดูกงอก ถ้าพบว่ามีกระดูกงอก จะต้องรักษา โดยการผ่าตัดเพื่อเอากระดูกงอกนั้นออกหรือไม่ ก็ขึ้นอยูกับว่า
1) กระดูกงอก เป็นปลายเหตุ มีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ การบาดเจ็บ แล้วร่างกายก็ตอบสนอง พยายามรักษาตัวเอง เช่น เส้นเอ็นร้อยหวาย เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ กระดูกสันหลังเสื่อมในระยะข้อหลวม กระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด กล้ามเนื้อฉีกขาด เป็นต้น
ถ้าเป็นกรณีนี้ การผ่าตัดเอากระดูกงอกออกไป นอกจากจะไม่ดีขึ้นแล้ว ยังอาจแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก
2) กระดูกงอก เป็นต้นเหตุ กระดูกงอกทำให้เกิดอาการอักเสบ อาการปวด เนื่องจากกระดูกงอกที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายนั้น มีขนาดใหญ่มากเกินไป จนไปกดเบียดเนื้อเยื่อใกล้เคียง เช่น กระดูสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท ข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น
ถ้าเป็นกรณีนี้ การผ่าตัดเอากระดูกงอกออกไป ก็จะทำให้ดีขึ้น
ดังนั้น เมื่อเอกซเรย์พบว่า มีกระดูกงอก ก็ต้องแยกให้ได้ก่อนว่า กระดูกงอกนั้นเป็นต้นเหตุ หรือปลายเหตุ ของอาการที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ว่าเห็นกระดูกงอกแล้วต้องผ่าตัดออกทุกครั้งไป กระดูกงอกก็มีทั้งเป็นพระเอก และเป็นผู้ร้าย ต้องคิดพิจารณาให้รอบคอบก่อนเสมอ
กระดูสันหลัง (Vertebrae) ทำหน้าที่ช่วยค้ำจุนและรองรับน้ำหนักของร่างกาย ประกอบด้วยกระดูกที่มีลักษณะเป็นข้อๆ ต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีแผ่นกระดูกอ่อน (Cartilage) หรือที่เรียกกันว่า หมอนรองกระดูก จะทำหน้าที่รองและเชื่อมกระดูกสันหลังแต่ละข้อเพื่อป้องกันการเสียดสี กระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีข้อให้ไขสันหลังลอดผ่าน และจะมีส่วนของกระดูกที่ยื่นออกมาเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อและเอ็น แนวกระดูกสันหลังเมื่อมีการผิดจากแนวโครงสร้างปกติ จะทำให้แนวของการแบกรับน้ำหนักมีความผิดปกติไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะการปวดหลัง หรือเมื่อมีความผิดปกติของแนวกระดูกสันหลังแล้ว ส่งผลให้เกิดการตีบแคบลงของช่องทางเดินประสาท เส้นประสาทถูกกดเบียด ทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาทนั้นๆ ได้
ภาวะที่มีการเคลื่นตัวของกระดูกสันหลังมีสาเหตุจากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูสันหลัง เอง, การไม่เชื่อมกันของกระดูกสันหลัง, อุบัติเหตุทำให้กระดูกหักเคลื่อน และสาเหตุที่พบบ่อยๆ คือ เกิดจากกระดูกสันหลังเสื่อม ข้อต่อหลวมทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของกระดูกสันหลัง หรือเกิดจากการทำกิจกรรมประจำวัน โดยที่ไม่ระวังตัว เช่น การนั่ง การนอน การยืน ในท่าที่ผิดลักษณะเป็นระยะเวลานานๆ การล้ม การกระแทก การยกของหนัก โดยไม่ถูกวิธี อุบัติเหตุ เช่น รถชน รถคว่ำ อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา การขาดการออกกำลังกาย
แพทย์ไคโรแพรคติกเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความชำนาญโดย เฉพาะในเรื่องของการดูแล และรักษาความผิดปกติ หรือ พยาธิสภาพต่างๆ ของการทำงานของกระดูกและข้อ รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และระบบประสาทซึ่งเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนของกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ระบบประสาทไขสันหลัง และกระดูกเชิงกราน จากตำแหน่งที่ผิดปกติ ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อทำให้การเคลื่อนไหว ของร่างกายเป็นปกติ โดยหลีกเลี่ยงการใช้ยา และการผ่าตัด
การแพทย์ไคโรแพรคติก จะมุ่งเน้นการมองปัญหาในมุมของชีวกลศาสตร์ของระบบการทำงานของกระดูกและข้อ ซึ่งนำมาสู่การเกิดปัญหา และพยาธิสภาพต่างๆ มุ่งเน้นการดูแลรักษาในการฟื้นฟูกลไกทางชีวกลศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อการแก้ไข ปัญหา ในส่วนของการแพทย์ออร์โธปิดิคส์นั้น มีการมุ่งเน้นในเรื่องของการดูแลรักษาพยาธิสภาพต่างๆ ของระบบการทำงานของกระดูก และข้อ ทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาธิสภาพ หรือโรคต่างๆ โดยวิธีการทั้งการรักษาโดยการผ่าตัด และไม่ผ่าตัด กล่าวโดยสรุปแล้ว ถือว่าเป็นการมองปัญหาในแต่ละมุมมองตามความชำนาญที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี และจะทำให้การดูแลและรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
เป้าหมายในการจัดโครงสร้าง (Manipulation) นั้น คือการพยายามจัดปรับโครงสร้างกระดูก และข้อต่อ ซึ่งมีการขยับเคลื่อนจากตำแหน่งที่ควรจะเป็นให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งและการ เรียงตัวที่ถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลในการฟื้นคืนความสามารถในการขยับและการเคลื่อนไหว, ลดการกดทับหรือระคายเคืองต่อเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งอาจถูกกดทับ หรือมีความระคายเคืองเมื่อกระดูกมีการขยับเคลื่อนจากตำแหน่งที่ควรจะเป็น
การทำงานก้มๆ เงยๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัว ทำให้เกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่อ้วน หรือหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้เช่นกัน ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หลังจะค่อมทำให้เอวแอ่นมากขึ้น การที่เอวแอ่นมากขึ้น ทำให้ช่องทางออกของเส้นประสาทแคบลง เส้นประสาทถูกเบียดมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ปวดหลัง เอวแอ่นอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุลย์กัน จึงเกิดการเสื่อมของหมอนรองกระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมตามมา
ในเรื่องของการยืดกระดูกด้วยวิธีการจัดปรับโครงสร้างทางไคโรแพรคติกนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด การจัดปรับโครงสร้างนั้นไม่สามารถยืดความยาวของกระดูกให้เพิ่มขึ้นได้ หากแต่ว่าในกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของแนวโครงสร้าง โดยเฉพาะในส่วนที่มีการโค้งตัวของกระดูกสันหลังมากกว่าปกติ และกระดูกสันหลังคด การจัดปรับโครงสร้างซึ่งพยายามทำให้แนวโครงสร้างมีการตั้งตัวตามแนวที่ควรจะ เป็น จะเป็นการยืดแนวกระดูกสันหลังจากที่เคยคดงอให้ตั้งตัวมากขึ้นตามแนวที่ควรจะ เป็น จึงสามารถส่งผลในการเพิ่มความสูงได้ตามการคดงอตัวของกระดูกสันหลังที่ลดลง
ระยะเวลาในการรักษาด้วยการรักษาทางไคโรแพรคติกนั้น จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพ และความผิดปกติต่างๆ โดยทั่วไปการรักษาในระยะต้นอาจใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1-3 เดือน แล้วแต่ความรุนแรงของอาการ และพยาธิสภาพ ซึ่งหลังจากการรักษาในระยะต้นแล้ว ควรมีการติดตามดูแลรักษาต่อเนื่อง ร่วมกับการเสริมสร้าง และป้องกันปัญหาในระยะยาวต่อไป
ข้อจำกัดในการรักษาด้วยวิธีไคโรแพรคติก มีคร่าวๆ ดังนี้
- โรคมะเร็งของกระดูกสันหลัง หรือลุกลามมาที่กระดูกสันหลัง
- วัณโรคของกระดูกสันหลัง
- การมีภาวะกระดูกแตกหักบางกรณี
- การมีภาวะข้ออักเสบที่กำลังมีอาการอับเสบรุนแรง
- การมีภาวะกระดูกพรุนอย่างรุนแรง
- อื่นๆ
สร้างความแข็งแรงให้กระดูกของคุณด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการ
- ออกกำลังการ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง แอโรบิก เล่นเทนนิส ยกน้ำหนัก กระโดดเชือก ล้วนแล้วแต่ช่วยเสริมความหนาแน่นให้กระดูก ได้มากกว่าอาหารเสริมราคาแพงอีก
- อาหารที่มีแคลเซียม แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับกระดูก และฟัน โดยเฉพาะแคลเซียมในนม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต เนยแข็ง เป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดี แต่ควรเลือกนมพร่องมันเนย เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย นอกจานี้แล้ว อาหารพื้นบ้าน เช่น ปลากรอบ กุ้งแห้ง กะปิ ผักใบเขียว เต้าหู้แผ่น และถั่วเหลือง ก็เป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูงเช่นกัน
- คุมน้ำหนักตัว การปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินพิกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังเสี่ยงกับการเป็นโรคกระดูกผุมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนัก ตัวได้มาตรฐาน
- เลิกบุหรี่ บุหรี่จะขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ ทำให้เกิดสภาวะกระดูกพรุนก่อนเวลาอันควร
- กินวิตามินดี จะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก โดยเฉพาะนม มีทั้งแคลเซียมและวิตามินสูง แต่การบริโภควิตามินดีมากเกินไปก็อาจจะเกิดอันตรายได้
มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อกระดูก ไม่ว่าจะเป็นผลต่อกระดูกที่ส่งผลให้เกิดภาวะความผิดปกติทางด้านโครงสร้าง เช่น ลักษณะท่าทางการทำงาน ท่าทางที่ใช้ในกิจวัตรประจำวัน ความเคยชินของการทรงท่าของแต่ละคน หรือผลต่อกระดูกที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน เช่นการดื่มสุรา กาแฟ ที่มากเกินไป การใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เช่น ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์, ยาคุมกำเนิด
แคลเซียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการต่างๆ ช่วยควบคุมการทำงานในระดับเซลล์ และยังเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นของโครงสร้างกระดูกด้วย แคลเซียมในร่างกายส่วนใหญ่ (99%) อยู่ในกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง ถ้ารับประทานแคลเซียมน้อยเกินไป กระดูกจะถูกละลายแคลเซียมออกมาให้ส่งไปที่เลือดเพื่อรักษาภาวะสมดุลของ แคลเซียมในเลือด ดังนั้นถ้าร่างกายขาดแคลเซียมติดต่อกันเป็นเวลานาน กระดูกจะบางลง เกิดภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) และกระดูกพรุน (Osteoporosis) ตามมา นอกจากนั้นการขาดแคลเซียมยังทำให้เป็นตะคริวกล้ามเนื้อ, กระวนกระวายใจสั่น
การกินแคลเซียมเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้ปริมาณมวลกระดูกเพิ่มขึ้นในระยะ ที่ร่างกายมีการเจริญเติบโต และคงที่อยู่ได้เมื่อหยุดเจริญเติบโต ดังนั้นการได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ และสม่ำเสมอตั้งแต่ในวัยเด็กจะช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้ โดยช่วยร่างกายให้สามารถเก็บสะสมมวลกระดูกให้มากที่สุด (Maximum peak bone mass) การที่ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในขณะที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวจะทำให้มวล กระดูกสูงสุดไม่มากเท่าที่ควร ส่วนในผู้สูงอายุจะทำให้การสร้างเนื้อกระดูกเพื่อทดแทนส่วนที่สลายไปไม่ เพียงพอ เป็นผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้
นอกจาก “แคลเซียม” แล้ว “วิตามินดี” ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแข็งแรงของกระดูกหากได้รับวิตามินดีไม่เพียง พอ ร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่สำคัญต่อกระดูกได้ นี่เองคือที่มาของการเกิด “โรคกระดูกพรุน” เป็นที่รู้กันดีว่าคนส่วนใหญ่มักจะได้รับ “วิตามินดี” จากแสงแดด มากกว่าการรับประทานอาหาร แม้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตเมืองร้อนมีแสงแดดเกือบทั้งปี แต่คนไทยยังขาดวิตามินดี เนื่องจากแสดงแดดที่ร้อนแรง ทำให้ทุกคนพยายามหลบแดด และค่านิยมที่ชอบผิวขาว จึงหันมาใช้ครีมกันแดด หรือไวท์เทนนิ่งกันมากขึ้น วิตามินดีนอกจากจะได้จากแสงแดดแล้ว ยังอยู่ในรูปแบบของอาหาร ปัจจุบันมักพบวิตามินดีในน้ำมันตับปลา สัตว์ทะเลที่มีไขมันมาก ไข่ปลา ไข่ปู แต่ข้อเสียคือ อาหารเหล่านี้จะมีไขมันมาก วิตามินดีจะละลายในไขมัน หากได้รับไขมันเกินความต้องการจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ส่วนวิตามินเสริมหากได้เกินความต้องการของร่างกาย จะทำให้แคลเซียมในเลือดสูงมีอาการซึม ปัสสาวะบ่อย ไม่มีสติ และอ่อนเพลีย แม้ว่าแคลเซียมจะมีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรง แต่ยังคงต้องอาศัยวิตามินดีเป็นตัวดูดซึมแคลเซียมเข้าไปด้วย





![]() |
ฟลุค – เกริกพล มัสยวานิช "ปกติผมเป็นคนแอคทีฟ เคยชินกับการทำอะไรเร็วๆ จึงเกิดอาการคอเคล็ดอยู่บ่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ขยับตัวผิดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ต้องเจ็บตัวได้" |
