โรคเกาต์ เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อชนิดหนึ่ง เกิดจากภาวะที่กรดยูริกในเลือดมีปริมาณสูงเกินไป เกินกว่าที่จะสามารถอยู่ในเลือดในรูปสารละลายได้ จึงมีการตกตะกอนสะสมอยู่ตามที่ต่าง โดยส่วนใหญ่ มักเกิดข้ออักเสบที่บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า เป็นต้น โดยข้อที่อักเสบ จะบวม แดง ร้อน และปวดมาก ชัดเจน (ถ้าข้อที่ปวด ไม่บวม แดง ร้อน หรือมีอาการไม่ชัดเจนให้สงสัยไว้ ก่อนว่าไม่ใช่เกาต์) โดยมากมักเป็นข้อเดียวและมีอาการอักเสบอยู่ประมาณ 5-7 วัน อาการจะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เอง จนหายสนิท ระหว่างที่ไม่มีอาการ จะไม่มีความผิดปกติใด ๆ ให้เห็น เมื่อเกิดข้ออักเสบขึ้นใหม่ จะมีอาการเช่นเดิมอีก อาการจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าหากไม่มีการรักษา ควบคุมหรือป้องกัน อาการจะค่อยๆกำเริบ โดยจะเจ็บปวดที่ข้อเดิมก่อน แล้วจะเป็นที่ข้ออื่นๆ ตามมา จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อทั่วร่างกาย อาการปวด จะถี่ขึ้นและนานขึ้น จนเกิดอาการปวดตลอดเวลา ถ้าควบคุมไม่ได้ จะพบว่า ข้อที่เคยอักเสบบ่อยๆ กลายเป็นปุ่มก้อนขึ้นมา เนื่องจากการสะสมของ กรดยูริกภายในข้อจำนวนมาก จนบางครั้ง ข้อที่ปวดนั้น เกิดการแตกออก และมีสารขาวๆ คล้ายชอล์ก หรือยาสีฟัน ไหลออกมากลายเป็นแผลเรื้อรัง และในที่สุดข้อต่างๆ จะค่อยๆ พิการ และใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดนิ่วในไตตามมาได้อีกด้วย
1.เกิดจากกสารพิวรีน หรือนิวคลิโอโปรตีน ที่เป็นส่วนประกอบของอาหารที่บริโภคส่วนนี้เป็นกรดยูริกที่เกิดจากสาเหตุภายนอก จำนวนพิวรีนที่เกิดจากอาหารบริโภค จะเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวน พิวรีนที่มีในอาหาร ถ้าบริโภคอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ จะทำให้มีกรดยูริกสูงขึ้น อาหารบางชนิดกระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารทำงานเพิ่มมากขึ้น จะทำให้มีกรดยูริกเพิ่มมากขึ้นด้วย จึงสรุปได้ว่า กรดยูริกจะเปลี่ยนแปลงไปตามอาหารบริโภคที่มีโปรตีน การออกกำลังกาย และการทำงานของต่อมต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร
2.เกิดจากสารพิวรีน ที่ได้จากการสลายตัวของพวกเซลล์ของอวัยวะในร่างกาย เป็นกรดยูริกที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย กรดยูริกที่เกิดจากส่วนนี้ ย่อมจะเปลี่ยนไปตามการสลายตัวของอวัยวะ เช่น เซลล์มีการทำงานมากขึ้น หรือมีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
คนแต่ละคน จะมีระดับยูริกในเลือดแตกต่างกันไป สำหรับผู้ชาย ระดับยูริกจะสูงตั้งแต่ ในช่วงวัยรุ่น แต่ผู้หญิงด้วยฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศ จะทำให้ระดับยูริกในเลือดไม่สูงในช่วงแรกๆ แต่จะสูงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนแล้ว ระดับยูริกที่สูงจะไม่ทำให้เกิดอาการ แต่จะสะสมตกตะกอนไปเรื่อย ๆ จนเริ่มมีอาการทางข้อเมื่อกรดยูริกในเลือดสูงสะสมไปประมาณ 10-20 ปีแล้ว ยูริกในเลือดที่สูงกว่าร้อยละ 90 เกิดจากปัจจัยภายใน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องให้ผู้ป่วย โรคเกาต์งดอาหารใด ๆ ที่มียูริกสูงเลยและการกินอาหารที่มียูริกสูง (ที่คนทั่วไปเข้าใจกันเช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก) ก็ไม่ได้ทำให้ เกิดโรคเกาต์แต่อย่างใด เพียงเป็นตัวที่ช่วยเสริมให้มีการเพิ่มระดับยูริกในเลือดให้สูงขึ้น ซึ่งถ้าหากป้องกันโดยลดปริมาณการทานอาหารที่มีปริมาณพิวรีนสูง ที่เป็นตัวทำให้เกิดกรดยูริกในเลือด ก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคเกาต์ลงได้
วิธีป้องกันและบรรเทา อาการเจ็บป่วยจากโรคเกาต์ที่ดีที่สุด คือ การระมัดระวัง ในการเลือกทานอาหาร หลีกเลี่ยงการทานอาหาร ที่มีพิวรีนสูง เพราะว่าจะทำให้เกิด การอักเสบของข้อขึ้นอีก
• อาหารที่มีพิวรีนน้อย ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ผัก และผลไม้เกือบทุกชนิด (0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม) เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดในการจัดให้ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานได้
• อาหารที่มีพิวรีนปานกลาง ได้แก่ ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู เนื้อวัว ปลากะพงแดง ปลาหมึก ปู ถั่วลิสง ถั่วลันเตา หน่อไม้ ใบขี้เหล็ก สะตอ ผักโขม (50-100 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม) เป็นกลุ่มอาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรระวังในการทาน อาจทานได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่ควรจะทานมากจนเกินไป
• อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา เห็ด (150 มิลลิกรัมขึ้นไปต่ออาหาร 100 กรัม) เป็นกลุ่มอาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ ควรระวังในการทานเป็นพิเศษ อาจจะงดทานเลยก็ได้ เพื่อช่วยบบรเทาอาการของโรคเกาต์ ไม่ให้เป็นเพิ่มมากขึ้นอีก
1. อาหารจำพวกข้าว แป้ง เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ ในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผาผลาญโปรตีน ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ เพื่อให้เป็นพลังงาน เพราะว่าการเผาผลาญโปรตีนในลักษณะนี้ จะทำให้มีการสลายกรดยูริกออกมา ในกระแสเลือดมากขึ้น
2. คนเป็นโรคเกาต์ ควรระวังไม่ทานอาหาร จำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะว่าเนื้อสัตว์ เป็นแหล่งของโปรตีน ทำให้เกิดกรดยูริกได้มาก เช่นเดียวกันกับการทานอาหารไม่เพียงพอ แล้วร่างกายใช้โปรตีน ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อนั่นเอง จะทำให้เกิดอาการกำเริบได้
3. การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยป้องกันการสะสมของกรดยูริก และทำให้เกิดการขับกรดยูริก ทาง
4. การทานผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ ให้มากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้ปัสสาวะมีสภาวะเป็นด่าง ลดความเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการขับปัสสาวะมากขึ้น
เมื่อรู้ว่าเป็นโรคเกาต์แล้ว ควรปฏิบัติตนอย่างไร กินอาหารอย่างไร อะไรที่กินได้ อะไรที่ควรหลีกเลี่ยง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดลงได้ และช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดอาการเรื้อรังได้อีกเช่นกัน ดังนั้น หันมาใส่ใจกับอาหาร ที่เรากินกันเสียตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ
จีระภา คล้ายเพ็ชร
นักโภชนาการ ไคโรเมด สหคลีนิก
สนับสนุนข้อมูลโดย ไคโรเมด สหคลินิก (CHIROMED CLINIC)
ศูนย์ให้คำปรึกษาการรักษาโรคปวดหลัง
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chiromedbangkok.com
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02-713-6745-6
7 ตุลาคม 2553





![]() |
ฟลุค – เกริกพล มัสยวานิช "ปกติผมเป็นคนแอคทีฟ เคยชินกับการทำอะไรเร็วๆ จึงเกิดอาการคอเคล็ดอยู่บ่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ขยับตัวผิดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ต้องเจ็บตัวได้" |
