คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ไขมัน โดยเฉพาะคลอเลสเตอรอล เป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนเพิ่มขึ้น จึงได้จำกัด หรืองดอาหารที่มีไขมัน หรือมีคลอเลสเตอรอล ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไขมันในอาหารก็มีทั้งไขมันดี และไขมันเลว ถ้าเราได้ทำความรู้จักกับไขมันในอาหารมากขึ้น เราก็สามารถที่จะเลือกทานนไขมันในปริมาณที่เหมาะสมและไม่ทำให้อ้วนได้
ไขมัน มีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายดูดซึม วิตามิน เอ ดี อี และ เค มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นสำหรับผิวหนัง และกลไกควบคุมการทำงานต่าง ๆ และเพิ่มรสชาติอาหาร ไขมันแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. ไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fat) พบใน นม เนย ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ส่วนใหญ่จะเป็นไขที่อุณหภูมิห้อง ไขมันชนิดนี้ควรทานในปริมาณที่น้อย เพราะถ้าทานมากเกินไปจะเพิ่มระดับคอเลสตรอรอลในเลือดและความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
2. ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Unsaturated fat) ส่วนใหญ่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง แบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA, Monounsaturated fat) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมัน canola และน้ำมันถั่วลิสง
2. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA, Polyunsaturated fat) เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น
ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวมีกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้เรียกว่า กรดไขมันจำเป็นมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม โอเมก้า-3 (n-3) ได้จากกรดไลโนเลนิก พบในน้ำมันพืชบางชนิดเช่น น้ำมันถั่วเหลือง และปลาที่มีมันมาก เช่นปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาจะละเม็ด ปลาช่อน ปลาสำลี ฯลฯ ร่างกายต้องการกรดไขมันโอเมก้า-3 วันละ 1-2 กรัม ซึ่งหาได้จากน้ำมันถั่วเหลือง 1-2 ช้อนชา สามารถป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด และรักษาโรคหัวใจ และ กลุ่ม โอเมก้า-6 (n-6) ได้จากกรดไลโนเลอิก พบในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันคำฝอย น้ำมันทานตะวัน กรดไขมันโอเมก้า-6 ร่างกายต้องการวันละ 4 กรัม (เท่ากับได้จากน้ำมันทานตะวัน 2 ช้อนชา)
การทานไขมันไม่อิ่มตัวที่มีอยู่ตามธรรมชาติทั้งชนิดตำแหน่งเดียว เช่น จากน้ำมันมะกอกและชนิดหลายตำแหน่ง เช่น จากน้ำมันทานตะวัน จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและภาวะผนังหลอดเลือดแข็งอีกด้วย
3. ไขมันทรานส์ (Trans fat) เป็นไขมันที่เติมโมเลกุลของไฮโดรเจน โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นการทำให้ไขมันไม่อิ่มตัว กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสามารถเก็บไว้ได้นานๆ แต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคือ ทำให้ระดับ Cholesterol ในเลือดสูงได้ ซึ่ง ได้แก่ เนยแท่ง มาร์การีน เนยถั่ว รวมถึงน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารซ้ำ อาหารฟาสต์ฟู๊ด การทานไขมันชนิดนี้ในปริมาณมากๆจะเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น
| กรดไขมัน | แหล่งน้ำมัน | แหล่งอาหาร | ผลต่อสุขภาพ | ปริมาณแนะนำ |
| ทรานส์ | น้ำมันที่เติม ไฮโดรเจน |
ทำจากมาการีน | เพิ่มโอกาสการเกิด โรคหัวใจ |
กินให้น้อยที่สุด |
| อิ่มตัว | เนื้อ ไข่แดง นม มะพร้าว ปาล์ม |
เนื้อติดมัน หนังสัตว์ กะทิ |
เป็นโรคหัวใจ มะเร็ง ต่อมลูกหมาก ลำไส้ |
< 7% ของพลังงาน ทั้งหมด |
| ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน กลุ่ม n-6 |
เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด ถั่วเหลือง เมล็ดฝ้าย |
อาหารทอด อาหารเจ อาหารผัด |
เป็นโรคหัวใจ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง |
10% ของพลังงาน ทั้งหมด |
| ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน กลุ่ม n-3 |
ปลาและสัตว์ทะเล ที่มี EPA,DHA สูง คาโนลา |
อาหารที่ทำมา จากสัตว์ทะเล สาหร่ายทะเล |
ลดโอกาสเกิด และเสียชีวิตจาก โรคหัวใจ |
กินปลาทุกวัน หรืออย่างน้อย 8 ช้อนกินข้าวทุกวัน |
| ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว | มะกอก รำข้าว ถั่วลิสง คาโนลา |
น้ำสลัด | ลดโอกาสการ เกิดโรคหัวใจ |
10% ของพลังงาน ทั้งหมด (3-4 ช้อนชา) |
คลอเลสเตอรอล มีลักษณะคล้ายแว็กช์เป็นสารที่มีลักษณะคล้ายไขมัน ซึ่งเราจะพบคลอเลสเตอรอลได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย ปกติคลอเลสเตอรอลร่างกายได้รับมาจาก 2 แหล่ง คือร่างกายสร้างขึ้นเองและได้รับจากอาหาร ร่างกายเราต้องการคลอเลสตอรอลเพื่อให้การทำงานของเซลล์ต่างๆ และร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น มีน้ำมีนวล ร่างกายใช้คอเลสเตอรอลในการผลิตฮอร์โมน วิตามินดีและสารบางอย่างที่ช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารดีขึ้น เช่น กรดน้ำดี เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน
เลือดมีลักษณะเป็นน้ำ ส่วนคลอเลสเตอรอลจะคล้ายไขมัน ดังนั้นจึงเหมือนน้ำกับน้ำมันที่ไม่สามารถผสมรวมกันได้ และเพื่อให้คลอเลสเตอรอลขนส่งทางกระแสเลือดได้ คลอเลสเตอรอลจะถูกขนส่งอยู่ในรูปไลโปโปรตีน ซึ่งไลโปโปรตีนนี้จะประกอบด้วยไขมันอยู่ด้านในและโปรตีนจะอยู่ด้านนอก ร่างกายมีไลโปโปรตีน 2 ชนิด ขนส่งคลอเลสเตอรอล คือ
Low density lipoprotein (LDL) หรือ เรียกว่า คลอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี การที่ร่างกายมีคลอเลสเตอรอลชนิดนี้อยู่สูงจะทำให้เกิดการสะสมของคลอเลเตอรอลที่เส้นเลือดหัวใจ ทำให้เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบตันได้
High density lipoprotein (HDL) หรือ เรียกว่า คลอเลสเตอรอลชนิดดี โดยคลอเลสเตอรอลชนิดนี้จะขนส่งคลอเลสเตอรอลจากส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับมาที่ตับโดยตับจะเป็นอวัยวะที่กำจัดคลอเลสเตอรอลส่วนเกินของร่างกาย การมีระดับคลอเลสเตอรอลชนิดดีสูงจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันได้
อาจกล่าวได้ว่าHDL ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งดีต่อร่างกาย วิธีเพิ่ม HDL หรือคลอเลสเตอรอลชนิดดี คือ การออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงภาวะเครียด จะช่วยให้ร่างกายสร้าง HDL เพิ่มขึ้น และวิธีลดคลอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี คือ การรับประทานผักและใยอาหาร จะช่วยดูดซึมคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีออกมา
ชนิดไขมัน |
แหล่ง |
ผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด |
| ไขมันชนิดอิ่มตัว | นม เนย ชีส เนื้อสัตว์และน้ำมันจากสัตว์ กะทิ มะพร้าว น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม | เพิ่ม LDL |
| ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว | น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วลิสง อัลมอนด์ ถั่วลิสง อาโวคาโด | ลด LDL |
| ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน | น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวัน | ลด LDL |
| ไขมันทรานส์ | มาร์การีน เนยขาว น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน น้ำมันที่ทอดซ้ำ ฟาสต์ฟู๊ด เบเกอรี่ | เพิ่ม LDL และ ลด HDL |
จีระภา คล้ายเพ็ชร
นักโภชนาการ ไคโรเมด สหคลินิก
สนับสนุนข้อมูลโดย ไคโรเมด สหคลินิก (CHIROMED CLINIC)
ศูนย์ให้คำปรึกษาการรักษาโรคปวดหลัง
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chiromedbangkok.com
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02-713-6745-6
7 กรกฎาคม 2553





![]() |
ฟลุค – เกริกพล มัสยวานิช "ปกติผมเป็นคนแอคทีฟ เคยชินกับการทำอะไรเร็วๆ จึงเกิดอาการคอเคล็ดอยู่บ่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ขยับตัวผิดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ต้องเจ็บตัวได้" |
